Phra Buddha Sihing, Buddhaisawan Chapel

Posted on 03/04/2018

Phra Buddha Sihing, Buddhaisawan Chapel, National Museum Bangkok พระพุทธสิหิงค์ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ศิลปะ/อายุสมัย สุโขทัย- ล้านนา ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ – พุทธศตวรรษที่ ๒๑ วัสดุสำริด กะไหล่ทอง ขนาด สูง ๔๗ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๖๓ เซนติเมตร

ประวัติ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้ารัชกาลที่ ๑) ทรงอัญเชิญมาจากเมืองเชียงใหม่เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๓๘ ประดิษฐาน ณ ที่พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ได้มีการปรับปรุงพระที่นั่งองค์นี้แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นพระที่นั่งพุทไธสวรรย์

พระพุทธสิหิงค์ สร้างขึ้นตามตำนานที่ยังปรากฏอยู่ในนิทานพระพุทธสิหิงค์ที่แต่งเป็นภาษาบาลีโดยพระโพธิรังสี พระภิกษุชาวเชียงใหม่ในระหว่าง พ.ศ. ๑๙๔๕-๑๙๘๕ ตำนานกล่าวไว้ว่า พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ลังกาได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๗๐๐ โดยสร้างขึ้นให้มีลักษณะใกล้เคียงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากที่สุด จนกระทั่งในสมัยสุโขทัยพระพุทธศาสนาจากลังกาได้เข้ามาเผยแพร่และเป็นที่นิยมนับถือ พ่อขุนรามคำแหงกษัตริย์สุโขทัย ทรงทราบถึงลักษณะที่งดงามของพระพุทธสิหิงค์จึงให้พระยานครศรีธรรมราชแต่งทูตอัญเชิญพระราชสาส์นทูลขอพระพุทธสิหิงค์มาจากพระเจ้ากรุงลังกา ซึ่งก็ได้ตามพระราชประสงค์ จึงอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่สุโขทัย และได้กราบไหว้บูชากันสืบเนื่องมา จนกระทั่งกรุงสุโขทัยได้เสื่อมอำนาจลง พระพุทธสิหิงค์ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปตามหัวเมืองสำคัญต่างๆ หลายครั้ง ความนิยมเคารพนับถือพระพุทธสิหิงค์ยังคงสืบเนื่องต่อมาในสมัยอยุธยา มีเอกสารหลักฐานในสมัยอยุธยาตอนปลาย กล่าวถึงพระพุทธสิหิงค์ที่ประดิษฐานในกรุงศรีอยุธยาคือ เรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และเรื่อง คำให้การของขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เชื่อกันว่าเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น พระพุทธสิหิงค์ของกรุงศรีอยุธยาถูกนำกลับไปเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อมีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นแล้ว สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระมหาอุปราชวังหน้าในรัชกาลที่ ๑ ได้ยกทัพไปเชียงใหม่ และได้นำพระพุทธสิหิงค์กลับมาประดิษฐานที่พระนั่งพุทไธสวรรย์

พระพุทธสิหิงค์หล่อขึ้นด้วยสำริดกะไหล่ทอง ประทับนั่งขัดสมาธิราบพระหัตถ์ทั้งสองวางซ้อนกันบนหน้าตักแสดงปางสมาธิ ครองจีวรห่มเฉียงบางแนบพระวรกาย มีสังฆาฏิพาดอยู่บนพระอังสาซ้ายแบนยาวจรดพระนาภี ชายสังฆาฏิเป็นลายเขี้ยวตะขาบ พระอุระกว้าง บั้นพระองค์คอด ได้สัดส่วน งดงาม พระพักตร์กลม แย้มพระสรวลเล็กน้อย พระเนตรหลุบลงต่ำเมื่อมองแล้วทำให้เกิดความสงบ ขมวดพระเกศาเป็นก้นหอย พระรัศมีมีลักษณะคล้ายเปลวเพลิง ประทับอยู่บนฐานบัวหงาย ๓ ชั้น ที่รองรับด้วยฐานสิงห์ที่น่าจะทำเพิ่มเติมขึ้นในภายหลังอีกชั้นหนึ่ง แม้ตำนานจะกล่าวถึงพระพุทธสิหิงค์ว่ามีความเก่าแก่และเคารพนับถือสืบเนื่องมายาวนานตั้งแต่ พ.ศ. ๗๐๐ แต่รูปแบบศิลปะที่ปรากฏอยู่นั้น สันนิษฐานได้ว่า พระพุทธสิหิงค์ที่ประดิษฐานอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครน่าจะเป็นพระพุทธรูปที่ปั้น-หล่อขึ้น ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ – พุทธศตวรรษที่ ๒๑ ในรูปแบบศิลปะสุโขทัย-ล้านนา ซึ่งมีความแตกต่างจากพุทธศิลปะลังกาอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังปรากฏพระพุทธสิหิงค์องค์อื่นๆ ที่น่าจะสร้างขึ้นตามคติความเชื่อหรือตำนานเดียวกัน เช่น พระพุทธสิหิงค์ที่ประดิษฐานในวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ และพระพุทธสิหิงค์ ในหอพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น จึงเชื่อได้ว่า พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นโดยอ้างอิงตำนานที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐานพระพุทธศาสนาแบบลังกาในประเทศไทย การมีพระพุทธสิหิงค์ไว้เคารพบูชา ก็หมายถึงพระพุทธศาสนาได้เป็นที่เคารพบูชาในดินแดนแถบนั้น ดังข้อความของพระโพธิรังสี กล่าวไว้ว่า “พระพุทธสิหิงค์เมื่อประทับอยู่ ณ ที่ใด ย่อมทรงทำให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองดั่งดวงประทีปชัชวาล เหมือนหนึ่งว่าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่”

ในเทศกาลสงกรานต์ของทุกๆปี จะมีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ เป็นองค์ประธานในมณฑลพิธีท้องสนามหลวงให้ประชาชนสรงน้ำเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ได้ยึดถือปฏิบัติกันมายาวนาน สำหรับอานิสงส์ของการกราบไหว้พระพุทธสิหิงค์นั้น หลวงวิจิตรวาทการ ผู้รวบรวมประวัติตำนานย่อพระพุทธสิหิงค์ได้กล่าวไว้ความตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าผู้เขียนตำนานย่อฉบับนี้มีความเชื่อมั่นในอานุภาพของพระพุทธสิหิงค์อยู่มาก อย่างน้อยก็สามารถบำบัดทุกข์ร้อนในใจให้เหือดหาย ผู้ใดมีความทุกข์ร้อนในใจท้อถอยหมดมานะด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ข้าพเจ้าขอแนะนำให้มาจุดธูปเทียนบูชาและนั่งนิ่งๆ มองดูพระองค์สัก ๑๐ นาที ความทุกข์ร้อนในใจจะหายไป ดวงจิตที่เหี่ยวแห้งจะกลับมาสดชื่น หัวใจที่ท้อถอยหมดมานะจะกลับเข้มแข็งมีความมานะพยายาม ดวงจิตที่หวาดกลัวจะกลับกล้าหาญ ดวงจิตที่เกียจคร้านจะกลับขยัน ผู้ที่หมดหวังจะกลับมีหวัง”

(Nikon D850 + NIKKOR 24-70 mm. f/2.8E ED VR + Adobe LightRoom)

Location: https://goo.gl/maps/g3ePWfgFynX82JzQ7
More photos: https://www.aeyphoto.com/CATEGORY/TEMPLE/Wat-Pathum-Wanaram
Information from: https://www.facebook.com/nationalmuseumbangkok/photos/a.165101546875413/165101610208740/?type=1&theater